หน้าแรก
Home
เกี่ยวกับเรา
About Us
บทความ
Articles
หนังสือแนะนำ
Books
หลักสูตร
Inhouse Courses
สมาชิก
Member
ติดต่อเรา
Contact Us
Upper
Assessment
Member Login
(your email)
*
*
Forget Password?
สมัครสมาชิก
ตระกร้าสินค้า
กรุณาระบุอีเมล์ของท่าน
เพื่อรับข่าวสารจากเรา
*
Your email is not correct.
Course
Articles
บัญชี-การเงิน-กฎหมาย-ภาษี
กลยุทธ์/เทคนิคการบริหาร/Tools
การตลาด / การขาย / CRM
ภาวะผู้นำ/บุคลิกภาพ/การสื่อสาร
งานอดิเรกและวิชาชีพ
Team Building / Walk Rally
HRD / HRM
การลดต้นทุน / Cost Reduction
Life Planning / Inspiration
Home
>
Articles
หนังสือธรรมะ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
Share
By
หนังสือธรรมะ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
Published Date
1 ตุลาคม 2552
สิ่งที่ไม่มีวิญญาณก็ยังถูกนินทาถึงขนาดนี้
แล้วมนุษย์เองจะถูกนินทาขนาดไหน
น่าเห็นใจมนุษย์
นักจิตวิทยาของอเมริกาค้นคว้า วิจัย ศึกษาว่า
คนเราเฉลี่ยแล้ว คนๆ หนึ่งในหนึ่งวันๆ
มีความรู้สึก ไม่พอใจ ไม่ถูกใจ
นึกเป็น วิภาวตัณหาถึง 3 หมื่นครั้งต่อวัน
ครึ่งหนึ่ง อาจจะนึกตำหนิ ออกมาเป็นคำพูด เป็นคำนินทา
วันหนึ่งๆ เรานีกตำหนิคนอื่นเท่าไร
และนินทาคนอื่นเท่าไร เราไม่รู้ตัว
แต่ถ้าเรา ได้ยินว่า มีใครนินทาเราสักประโยคคำเดียว
เราเจ็บใจ เกือบทำใจไม่ได้
เราลืมมองดูตัวเองว่า เราก็นินทาคนอื่นมากมาย
ใจเราไม่มีความยุติธรรมเท่าไร
ถ้าใจเราดี ใจมีธรรมะ
เราก็จะเห็นเรื่องนินทา สรรเสริญ
เป็นเรื่องธรรมดาในโลก
คนที่พูดถูกใจเรา ไม่ถูกใจเราก็เป็นเรื่องธรรมดา
นานาจิตตัง ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างรู้สึก
เราเองจะระวังสักแค่ไหน คนที่ไม่ชอบคำพูดของเราก็มีอยู่
เพื่อนของเรา พ่อแม่ของเรา จะพูดดีแค่ไหน
เราก็อาจจะไม่พอใจก็ได้
ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ เราก็จะมองเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา
ไม่เอาจริงเอาจังกับคำพูดมากมายนัก
คอยแต่ระวังรักษาใจของเราให้ดี ให้เป็นปกติ
ไม่ยินดี ยินร้าย มีหิริโอตตัปปะตลอดกาล
ปกติใครจะนินทาเรา เราก็เจ็บใจ
อาฆาต พยาบาท ข้ามภพ ข้ามชาติ
ปุถุชนก็เป็นอย่างนั้น
จิตใจของสัตว์ เมื่อเจ็บใจก็ผูกอาฆาต พยาบาท หลายปี
หลายสิบปี หรือข้ามภพ ข้ามชาติ
นั้นก็เป็นจิตของสัตว์
แต่เมื่อจิตใจเราเป็นศีล แล้วก็ไม่ใช่
ใครนินทา ใครจะด่าเรา
ถึงแม้ว่ายังมีกิเลสรู้สึกเจ็บใจเหมือนกัน
เป็นทุกข์ ไม่สบายใจเหมือนกัน
แต่เราก็มีปัญญาที่จะระงับมันได้ทัน
พยายามปล่อยว่างเสียในเวลาไม่นาน
เมื่อกระทบอารมณ์ต่างๆ
ประสบกับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา
เราก็ไม่ต้องวุ่นวาย
ไม่ต้องคิดวิตกกังวลอะไรมากมาย
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
มีเจตนาที่จะปล่อยวาง
มีเจตนาที่จะระงับอารมณ์ต่างๆ
พอดี-ทางสายกลาง
ให้
เราลองปฏิบัติดังนี้
เดือนแรก
จะโกรธ กำลังโกรธ สอนใจตัวเองว่า
“ดีๆๆ”
เขาไม่เรียบร้อย ไม่ขยัน พูดไม่เพราะ
เขานินทาเรา ฯลฯ ก็คิดว่า
“ดีๆๆ”
สอนใจตัวเองว่า
...อย่ายินร้าย
เดือนที่สอง
เมื่อประสบกับสิ่งที่ควรยินดี ดีใจ
ก็สอนใจตัวเองว่า
“พอๆๆ” ...อย่ายินดี
เดือนที่สาม
จิตใจ ความรู้สึกของเราจะเข้าถึงทางสายกลาง
พอดีๆๆ
ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง
พอดี – ใจเย็น ใจดี ใจเมตตา ใจมีสันติสุข
ใจเป็นปกติ ใจเป็นศีล
ไม่ยินดี ยินร้าย
มีแต่
“ดี”
และ
“พอ”
พอดีๆๆ ....
เป็นมัชฌิมาปฏิปทา
ขอให้มีความสุขในทุกสถานการณ์
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ
เรื่องของนาคในพระพุทธศาสนา
ภูริทัตนาคราช พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญศีลบารมี
พระพุทธเจ้าก่อนที่ตรัสรู้ในพระชาติสุดท้าย
ได้บำเพ็ญบารมีมาช้านาน
เรียกว่า พระโพธิ์สัตว์ หรือที่ว่า พระเจ้าห้าร้อยชาติ
บางชาติก็เป็นมนุษย์ บางชาติก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน
10 ชาติสุดท้ายได้เสวยพระชาติเป็นพญานาคอยู่ 3 ชาติ
ภูริทัตนาคราชเป็นพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่งใน 10 ชาตินั้น
เป็นการบำเพ็ญศีลบารมีอย่างอุกฤษ
ที่เรียกว่า ปรมัตถบารมี
ในชาตินี้ภูริทัตเกิดเป็นพญานาค
เป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นพญานาค แม่เป็นมนุษย์ คือนางสมุทธา
เป็นน้องสาวของพระเจ้าพาราณาสี
ภูริทัตได้ขึ้นไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระอินทร์
เห็นสมบัติพัสถานต่างๆ เกิดอยากได้
ก็เร่งรักษาอุโบสถศีล เพื่อจักได้เป็นบุญกุศล
มีผลให้ได้ทรัพย์สมบัติต่อไป
ได้ตัดสินใจหนีขึ้นมาจำศีลอยู่ที่เมืองมนุษย์
ต่อมามีหมองูนายหนึ่ง ได้เห็นภูริทัตในสภาพของพญานาค
มีลำตัวขาวราวกับสำลี มีหงอนสีแดง ก็ชอบใจ
ฉุดลากภูริทัตพาไปแสดงให้คนดู ยังความอับอาย
ความเจ็บปวดให้แก่ภูริทัตอย่างมาก
แต่โดยที่ได้อธิษฐานสละเลือดเนื้อร่างกายเป็นทานแล้ว
ภูริทัตจึงอดทน ปล่อยให้หมองูทำกับตนไป
ต่างๆ นาๆ
นางสมุทชาผู้เป็นแม่ เห็นภูริทัตหายไปนาน
ก็ให้สุทัศน์ลูกชายคนโตไปตามน้อง โดยมีนางอัจจะมุขี
น้องสาวคนเล็กแปลงตัวเป็นเขียดตามไปด้วย
สุทัศน์ปลอมตัวเป็นดาบส
สุทัศน์ตามไปจนพบน้องชาย ซึ่งขณะนั้นหมองู
กำลังจัดการแสดงอยู่ ภูริทัตเห็นสุทัศน์ดาบสก็จำได้
เลื้อยเข้าไปซบที่เท้า ร้อยไห้ แล้วเลื้อยกลับ
หมองูเข้ามาถามสุทัศน์ดาบสว่า ถูกขบกัดหรือเปล่า
สุทัศน์ดาบสตอบว่า “ไม่ต้องทำร้ายอะไรหรอก
ถึงจะทำร้ายก็ไม่เป็นไร เพราะเราเป็นหมองูที่ยิ่งใหญ่
ไม่มีใครสู้ได้” หมองูได้ฟังดังนั้นก็โกรธมาก
จึงท้าพนันกัน โดยสุทัศน์จะเอาเขียดสู้กับนาค
ในที่สุด พิษของเขียดได้ทำให้ผิวหนังของหมองูลอก
กลายเป็นขี้เรื้อนขาวไปทั้งตัว หมองูตกใจกลัวมาก
ยอมปล่อยภูริทัตนาคราช และไม่ขอสู้ต่อไป
จัมเปยนาคราช
เชื่อกันว่า นาคมีอิทธิฤทธิ์และมีชีวิตวนเวียนใกล้ชิดคน
นาคสามารถแปลงตัวได้ เป็นคนก็ได้
เป็นอะไรก็ได้ตามประสงค์
มีเรื่องราวของนาคสมสู่กับมนุษย์เล่าขานมามากมาย
เล่ากันว่าเมืองของพญานาคอุดมด้วยทรัพย์สมบัติ
เพชรนิลจินดามากมาย ล้วนสวยงามมาก
ครั้งหนึ่งพระบรมโพธิสัตว์ได้อุบัติขึ้นในสกุลคนเข็ญใจ
ได้เห็นสมบัติของจัมเปยนาคราช เกิดควมละโมบอยากได้
ก็เพียรรักษาศีลภาวนา ให้ทานเป็นประจำ
เมื่อท้าวจัมเปยนาคราชสิ้นชีวิต
พระโพธิสัตว์ก็จุติไปเกิดเป็นจัมเปยนาคราช
แต่แทนที่ท่านจะเกิดความปราโมทย์ พอใจ
กลับบังเกิดความละอาย รำพึงว่า
“อิสสริยยศในฉกามาพจรสวรรค์ ก็เหมือนกับ
ข้าวเปลือกที่เขาโกยมาไว้ในยุ้งฉาง ได้ปรากฏแก่เรา
ก็ด้วยอำนวยของกุศลผลบุญที่เราได้ทำแล้ว
แต่เราจะต้องการอะไรกับการเป็นเดรัจฉานเช่นนี้
เราจะอยู่ในอุโบสถกรรม คือรักษาศีล
เมื่อพันจากพิภพนี้ไปแล้ว เราจะได้เกิดเป็นมนุษย์
ตรัสรู้ธรรม ขจัดทุกข์ให้หมดไป”
แล้วจัมเปยนารราชก็หนีขึ้นไปถืออุโบสถศีล
ในโลกมนุษย์เป็นเวลาช้านาน
ต่อมา พรานหมองูนายหนึ่งมาพบเห็นเข้า
ก็จับเอาพญานาคราชมาทรมานต่างๆ นานา
ท่านก็ไม่ต่อสู้ อดทน อดกลั้น
ยอมเจ็บปวดทรมาน ทั้งอับอาย
เป็นการรักษาศีลด้วยชีวิต
ดังปณิธานท่านได้ตั้งไว้
ท่านอยู่ในสภาพเช่นนั้นจนกระทั่ง
นางสุมนาเหสีติดตามไปช่วยเหลือ
จึงได้เป็นอิสระ กลับไปยังนาคพิภพตามเดิม
นาคอยากเกิดเป็นมนุษย์
มีนาคตนหนึ่ง เบื่อหน่ายกับการที่กำเนิดเป็นนาค
อยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ จึงแปลงกลายเป็นชายหนุ่ม
ไปขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักพระพุทธองค์
วันหนึ่งเมื่อพระนาคเผลอสติ นอนหลับไป
พระนาคก็กลายเป็นงูดังเดิม
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบว่านาคแปลงกายมาบวชอยู่
จึงได้สั่งให้นาคสึกไปเสีย เพราะนาคนั้นเป็นเดรัจฉาน
จะเจริญงอกงามในพระธรรมวินัยไม่ได้
พระนาคเสียใจมาก แต่ก็ต้องกราบลาไป
พระพุทธองค์ได้สั่งให้นาครักษาศีล 8 ในวันพระ
แล้วก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ต่อไป
และพระพุทธองค์ก็ได้ทรงบัญญัติพระวินัยว่า
ห้ามอมนุษย์หรือเดรัจฉานเข้ามา
บรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุในพุทธศาสนา
การขานนาคที่จะบวชเป็นพระภิกษุในทุกวันนี้
ก็ยังมีคำถามว่า
“มนุสโสสิ”
แปลว่า
“ท่านเป็นมนุษย์หรือ”
ก็เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่พวกอมนุษย์
แปลงตัวมาบวชนั่นเอง
พญากาลภุชคินทร์นาคราช เป็นสัญลักษณ์ของผู้มีอายุยืนมาก
กล่าวกันว่า พญากาลภุชคินทร์นอนหลับนานมาก
เป็นการนอนคอยพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าตรัสรู้องค์หนึ่งจึงจะตื่นขึ้นครั้งหนึ่ง
พญากาลภุชคินทร์ จึงเป็นพญานาคที่ อายุยืนมาก
คือมีอายุมาตั้งแต่ครั้งพุทธเจ้ากกุสันธะ
จนถึงสมณะโคตรมะ และจะมีอายุยืนต่อไป
จนถึงพระศรีอริยเมตตรัย
พญามุจลินทนาคราช ผู้คุ้มครองพระบวรพทุธศาสนา
ตามพุทธประวัติ เล่าว่า
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว
และเสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้จิก
ฝนตกตลอดเวลา ๗ วัน
พญามุจลินทนาคราชทำขนด ๗ ชั้น ล้อมพระพุทธเจ้าไว้
แล้วเผ่าพังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องพระเศียร
เพื่อไม่ให้ฝนและลมหนาว สาดต้องพระวรกาย
นาคทั้งหลายรักพระพุทธศาสนา
ศรัทธาเปี่ยมล้นในพระพุทธองค์
ตั้งใจปฏิบัติรักษาศีล ภาวนา
เพื่อให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์ และความเป็นมนุษย์
มนุษย์เท่านั้นที่จะมีโอกาส ประพฤติปฏิบัติธรรม จนพ้นทุกข์ได้
ฤทธิ์เดช และทรัพย์ศฤงคารของนาค
และเทวดานั้นล้วนเป็นอนิจจัง
เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มีอยู่แล้วก็หายไป เป็นทุกข์ทั้งนั้น
โอกาสที่จะเจริญธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลส
ทั้งปวงไม่มีในหมู่เทวดาและนาค
นาคยังรักศีล รักษาศีล
รักพระพุทธศาสนา รักพระพุทธองค์
แล้วเราล่ะ ได้เกิดเป็นมนุษย์
พบพระพุทธศาสนาแล้ว
จะยอมปล่อยให้เสียโอกาสไปเปล่าๆ หรือ
มาเร่งรักษาศีล ปฏิบัติภาวนากันเถิด
ขอให้เจริญด้วยโภคทรัพย์
และมนุษย์สมบัติและมีความสุขในทุกสถานการณ์
เอวัง
หน้าแรก
Home
เกี่ยวกับเรา
About Us
บทความ
Articles
หนังสือแนะนำ
Books
หลักสูตร
Inhouse Courses
สมาชิก
Member
ติดต่อเรา
Contact Us
? Copyright 2008 by Upper Knowledge Co.,Ltd. All Rights Reserved.
Level 17 Alma Link Building, No.25 Chidlom, Ploenchit Road, Lumpini, Pathumwan, Bangkok 10330 Tel : 02-681-9721 Fax : 02-730-5509
Email : info@UpperKnowledge.com
website by : be pineapple